วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

บทที่ 1 ความหมาย ความสำคัญของการท่องเที่ยว

บทที่ 1
ความหมาย ความสำคัญของการท่องเที่ยว

ความหมายของการท่องเที่ยว
การท่องเที่ยวเป็นรูปแบบกิจกรรมหนึ่งของนันทนาการ (Recreation) ซึ่งคล้ายกับกิจกรรมทางการกีฬา หรืองานอดิเรก และการใช้เวลาว่าง
การประชุมของสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องของการเดินทางและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่ กรุงโรม ประเทศอิตาลี และได้ยอมรับข้อเสนอเกี่ยวกับคำจำกัดความของการท่องเที่ยวจากนักวิชาการจากองค์การการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ (IUOTO: The International Union of Official Travel organizations ต่อมาได้กลายเป็นองค์การท่องเที่ยวโลกในปี พ.ศ.2513 : World Tourism Organization, WTO) ว่าการเดินทางที่จัดเป็นการท่องเที่ยวต้องมีลักษณะดังนี้
1.เป็นการเดินทางจากที่อยู่อาศัยปกติไปยังที่อื่นเป็นการชั่วคราว
2.เป็นการเดินทางด้วยความสมัครใจ
3.เป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์ใดๆ ก็ตามที่มิใช่เพื่อการประกอบอาชีพและการหารายได้

นิยามความหมายของการท่องเที่ยวที่มาจากการประชุมในปี พ.ศ.2506 ได้ให้คำนิยามเรียกผู้ที่เดินทางเพื่อการท่องเที่ยวว่า ผู้เยี่ยมเยือน (Visitor) ซึ่งจำแนกออกเป็น นักท่องเที่ยว (Tourist) และ นักทัศนาจร (Excursionist)

นักท่องเที่ยว (Tourist)
คือผู้ที่มาเยือนชั่วคราว และพักอาศัย ณ สถานที่ที่ไปเยี่ยมเยือนอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ด้วยจุดประสงค์เพื่อใช้เวลาว่าง
นักทัศนาจร (Excursionist)
คือผู้มาเยือนชั่วคราว และพักอาศัย ณ สถานที่ที่ไปเยี่ยมเยือน ไม่เกิน 24 ชั่วโมง รวมถึงผู้เดินทางโดยเรือสำราญ (Cruise Travellers แต่ไม่รวมผู้โดยสารผ่าน (Transit)

นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งผู้มาเยือนตามถิ่นพำนักได้อีกเช่นกัน ได้แก่
1.ผู้มาเยือนขาเข้า (Inbound Visitor)
2.ผู้มาเยือนขาออก (Outbound Visitor)
3.ผู้มาเยือนภายในประเทศ (Domestic Visitor)

ส่วนกลุ่มไม่นับรวมอยู่ในสถิติการท่องเที่ยวคือ ผู้ที่เดินทางเพื่อไปประกอบอาชีพหรือแสวงหาผลประโยชน์ในสถานที่นั้นๆ

วัตถุประสงค์ของการเดินทางท่องเที่ยว
1.การเดินทางเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานและพักผ่อน (Holiday)
วัตถุประสงค์ต้องการความเพลิดเพลิน สนุกสนาน รื่นเริง ทั้งนี้เพราะนักท่องเที่ยวเหล่านี้มีวันหยุดจำกัด วันหยุดที่มีจึงถูกใช้ไปโดยไม่นำเอาเรื่องของภาระหน้าที่ การงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องการหลีกหนีความจำเจของชีวิตประจำวัน เพื่อไปชมหรือสัมผัสกับสิ่งแปลกใหม่
2.การเดินทางเพื่อธุรกิจ (Business)
เป็นการเดินทางที่คงบคู่ไปกับการทำงาน นอกจากนี้ยังหมายความรวมถึงการเดินทางเพื่อเข้าประชุม สัมมนา ท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลและจัดนิทรรศการ หรือที่เรียกว่า MICE (Meetings, Incentives, Conventions and Exhibitions)
3.การเดินทางเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ
อาจเรียกว่าเป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์เฉพาะ และสลับซับซ้อนมากกว่าการไปพักผ่อนหรือประชุม สัมมนา

ประเภทการท่องเที่ยว
การแบ่งตามสากล ได้แก่การแบ่งโดยใช้ประเทศเป็นกำหนดได้แก่
1.การท่องเที่ยวภายในประเทศ (Domestic Tourism)
2.การท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ (Inbound Tourism)
3.การท่องเที่ยวนอกประเทศ (Outbound Tourism)
การแบ่งตามลักษณะการจัดการเดินทาง แบ่งออกเป็น
1.การท่องเที่ยวแบบหมู่คณะหรือที่เรียกว่า Group Inclusive Tour : GIT
2.การท่องเที่ยวแบบอิสระเรียกว่า Foreign Individual Tourism : FIT
การแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการเดินทาง
1.การท่องเที่ยวเพื่อความเพลิดเพลินและพักผ่อน
2.การท่องเที่ยวเพื่อธุรกิจ
3.การท่องเที่ยวเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ
-การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism)
-การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและกีฬา (Health and Sport Tourism)
-การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม (Culture Tourism)
-การท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสชาติพันธุ์และวัฒนธรรมพื้นถิ่น (Ethic Tourism)
-การท่องเที่ยวเพื่อการศึกษา (Educational Tourism)

องค์ประกอบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
เป็นกิจกรรมที่ประกอบด้วย การเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งและกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างอยู่ ณ สถานที่นั้นๆ มนุษย์เรามีความต้องการพื้นฐานในการดำรงชีวิตเหมือนๆ กัน สำหรับกิจกรรมสำหรับการท่องเที่ยวอาจมีมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการแสวงหาแหล่งท่องเที่ยว การซื้อของ การประชุมเป็นต้น

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่
1.องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนักท่องเที่ยว
2.องค์ประกอบที่สนับสนุนกิจกรรมทางการท่องเที่ยว

ความสำคัญของการท่องเที่ยว
ทางด้านเศรษฐกิจ
1.สร้างรายได้เป็นเงินตราเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก
2.การท่องเที่ยวก่อให้เกิดการหมุนเวียนและกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่น
3.การท่องเที่ยวก่อให้เกิดการนำทรัพยากรมาใช้อย่างคุ้มค่า
4.การท่องเที่ยวช่วยลดปัญหาการว่างงาน
ทางด้านสังคมและวัฒนธรรม
1.การท่องเที่ยวมีส่วนส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์อันดีของมวลมนุษยชาติ
2.การท่องเที่ยวมีส่วนในการพัฒนา
3.การท่องเที่ยวมีส่วนในการลดปัญหาสังคม
4.การท่องเที่ยวมีส่วนในการช่วยฟื้นฟู
5.การท่องเที่ยวมีส่วนช่วยให้คนในสังคมรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
ทางด้านการเมือง
1.การท่องเที่ยวช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
2.การท่องเที่ยวช่วยส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัยและภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศ

วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โ บ ร า ณ ส ถ า น ส ร ะ ม ร ก ต
ตั้งอยู่ที่วัดสระมรกต ตำบลโคกไทย อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นกลุ่มโบราณสถานทางพุทธศาสนาขนาดใหญ่ที่สร้างทับกันหลายสมัย เริ่มตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 18 ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างศิลาแลงและอิฐ ส่วนใหญ่คงเหลือเฉพาะรากฐานอาคารเท่านั้น
ระหว่างการขุดแต่งได้ค้นพบรอยพระพุทธบาทคู่สลักอยู่บนศิลาแลงเมื่อ พ.ศ 2529 ที่ฝ่าพระบาทสลักรูปธรรมจักรนูนทั้งสองข้าง แสดงถึง นัยของล้อเกวียนที่ธรรมะมาสู่ชุมชนและยังมีการสลักรูปกากบาท โดยตรงกลางมีหลุมสำหรับใช้ปักเสา สันนิษฐานว่ามีไว้เพื่อปักฉัตรหรือร่ม
รอยพระพุทธบาทคู่ ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

รอยพระพุทธบาทคู่นี้คาดว่าสร้างครั้งแรกสมัยทวารวดีถึงสมัยลพบุรี นับเป็นรอยพระพุทธบาทที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันมีการสร้างหลังคาครอบเอาไว้อย่างถาวร ประชาชนนิยมมากราบไหว้รอยพระพุทธบาทคู่แห่งนี้เป็นอย่างมาก ในบริเวณเดียวกันมีร่องรอยที่ยังหลงเหลือของปราสาทขอม ซึ่งปราสาทหลังนี้สันนิษฐานว่าไม่ได้มีความสำคัญหรือเกี่ยวข้องกับการประดิษฐานเทวรูปของเทพในฮินดู แต่ใช้ในการเป็นอโรคยาศาลหรือโรงพยาบาล รูปแบบของอโรคยาศาลสันนิษฐานว่าเริ่มมีการก่อสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งเป็นสมัยบายนเป็นยุคก่อนการล่มสลายของอาณาจักรขอม ก่อสร้างด้วยศิลาแลงและตั้งอยู่ใกล้สระน้ำใหญ่ ก่อนเข้าสู่ตัวอาคารจะมีบ่อน้ำขนาดเล็กอยู่ด้านหน้า เรียกว่า "บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์" ในกลุ่มอาคารเดิมจะมีปรางค์ประธาน ซึ่งจะประดิษฐานพระโพธิ์สัตว์ไภสัชยคุรุไวทูรย์ประภา ด้านข้างสองข้างจะมีห้องสำหรับเก็บตำราหรือคัมภีร์รักษาโรคอยู่ด้วย บริเวณทั่วไปจะมีเศษของศิลาแลง รูปแบบต่างๆ เช่น พญานาค เสานางเรียง และพบพระพุทธรูปและโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมี "สระมรกต" เป็นสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้า มีขนาดกว้างประมาณ 115 เมตร ยาว 214 เมตร ลึก 3.50 เมตร มีพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ สันนิษฐานว่าขุดขึ้นมาเพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำ และได้นำศิลาแลงไปใช้เป็นสถาปัตยกรรม

บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
เสานางเรียง
พญานาค
นอกจากสระมรกตแล้วยังมี " สระบัว " และ " ศูนย์นิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับโบราณสถานเมืองศรีมโหสถ " ศูนย์นิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับโบราณสถานเมืองศรีมโหสถ จะจัดแสดงโบราณวัตถุที่ค้นพบในบริเวณนั้นที่สำคัญ เช่น จารึกเนินสระบัว เป็นจารึกหินทรายขาว ขนาดกว้าง 40 ซม. ยาว 177 ซม. จังหวัดปราจีนบุรีได้ใช้สถานที่แห่งนี้จัดงาน " มาฆปูรมีศรีปราจีน " เป็นประจำทุกปี
จบแล้วคะ ^^






วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

395 ปี บันทึกของปินโต : หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย

บทคัดย่อ

บันทึกความทรงจำของแฟร์เนา เมนเดซ ปินโต( Fernão Mendez Pinto ค.ศ.1509-1583) เรื่อง “Pérégrinação”ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในปีค.ศ.1614 เป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และเหตุการณ์บ้านเมืองต่างๆ รวมทั้งอัตชีวประวัติของเขาอย่างน่าตื่นเต้นและเหลือเชื่อ จนมีการใช้ชื่อของปินโตเล่นคำเชิงล้อเลียนว่าพูดจริงหรือเท็จอย่างสนุกสนานโดยชนชาติศัตรูของโปรตุเกสในยุโรปหรือแม้แต่ชาวโปรตุเกสบางคน บันทึกของปินโตถูกอ้างอิงจากนักประวัติศาสตร์ไทยอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพมาจนปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงบทบาทของทหารรักษาพระองค์ชาวโปรตุเกส และการพระราชทานที่ดินให้พวกเขาตั้งถิ่นฐานและปฏิบัติศาสนพิธีในสมัยอยุธยา จึงเป็นที่มาของการตรวจสอบว่าหนังสือฉบับนี้มีสถานะเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือเป็นเพียงนิยายผจญภัย

ประวัติของปินโต

ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า (Montemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา (Coinbre) ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจนระหว่างค.ศ. 1509-1512 เมื่ออายุประมาณ 10 หรือ 12 ขวบจึงต้องเป็นเด็กรับใช้ของสุภาพสตรีผู้หนึ่ง ในค.ศ. 1523 ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ แปดรา (Cue de Pedra) การผจญภัยของปินโตเริ่มขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว (Diu) ในอินเดียในค.ศ.1538 ขณะมีอายุได้ 28 ปี เขาเดินทางกลับมาตุภูมิเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1558 รวมเป็นเวลา 21 ปีของการแสวงโชคในเอเชีย ปินโตเคยเดินทางไปในเอธิโอเปีย จีน อาณาจักรของชาวตาร์ตาร์ (Tataria) โคชินไชนา สยาม พะโค ญี่ปุ่น และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในน่านน้ำอินโดนีเซียปัจจุบัน

หลังจากปินโตถึงแก่กรรม บุตรีของเขาได้มอบต้นฉบับหนังสือเรื่อง “Pérégrinação” ให้แก่นักบวชสำนักหนึ่งแห่งกรุงลิสบอน ต่อมากษัตริย์ฟิลิปที่ 1 (Philip I of Portugal,1581-1598 และทรงเป็นกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน - Philip II of Spain,1556-1598) ทรงได้ทอดพระเนตรงานนิพนธ์ชิ้นนี้ บุตรีของปินโตจึงได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแทนบิดา

งานเขียนของปินโตตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค..1614 และแปลเป็นภาษาต่างๆ อาทิ ภาษาฝรั่งเศส (1628) ภาษาอังกฤษ (1653) ใน ค..1983 กรมศิลปากรได้เผยแพร่บันทึกของปินโตบางส่วนในชื่อการท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังด์ มังเดซ ปินโต ค.1537-1558” แปลโดยสันต์ ท. โกมลบุตร ต่อมากรมศิลปากรร่วมกับกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการได้ตีพิมพ์ผลงานบางส่วนของเขาออกเผยแพร่อีกครั้งใน ค..1988 โดยแปลจากหนังสือชื่อ “Thailand and Portugal : 470 Years of Friendship”

ความน่าเชื่อถือ

หนังสือของปินโตถูกตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวางในยุโรป จึงเป็นเหตุให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง วิลเลียม คอนเกรฟ (William Congreve, 1670-1729) นักเขียนบทละครชาวอังกฤษได้แทรกบทกวีในบทละครชื่อ “Love for Love” (ค.ศ.1695) เยาะเย้ยว่า “Mendez Pinto was but a type of thee, thou liar of the first magnitude.” (กรมศิลปากร, 2526 : 42 ) เซอร์ ริชาร์ด เบอร์ตัน ( Sir Richard Burton) ในงานเขียนชื่อ “The Third Voyage of Sinbad, the Sailor” ระบุว่า การผจญภัยของปินโตมีลักษณะคล้ายกับเรื่องราวในนิยายอาหรับและตั้งฉายาเขาว่า “ซินแบดแห่งโปรตุเกส”

ดับเบิลยู. เอ.อาร์. วูด (W.A.R. Wood) ชี้ว่าควรจะอ่านงานเขียนของปินโตในฐานะที่เป็นเรื่องราวของชายชราที่ได้เดินทางกลับไปสู่มาตุภูมิอีกครั้งหนึ่งเพื่อความบันเทิง มิใช่เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นวันต่อวัน และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของปีศักราชในบันทึกชิ้นนี้ด้วย

อย่างไรก็ดี ดึ กัมปุช อดีตกงสุลใหญ่โปรตุเกสเมื่อค.ศ.1936 กลับชี้ว่าหลักฐานของปินโตแสดงให้เห็นว่าเขาเคยเดินทางเข้ามายังสยามจริง (Campos, 1940 : 14-15) และสิ่งที่สนับสนุนความน่าเชื่อถือในงานของปินโต คือ การยกงานเขียนในชั้นหลังๆมาเทียบเคียงความเป็นไปได้และความถูกต้องของเรื่องราวโดยเฮนรี โคแกน (ดูคำประกาศในฉบับแปลของHenry Cogan,1653 : ไม่มีเลขหน้า)

นักประวัติศาสตร์ไทยหลายคนเลือกใช้ข้อมูลของปินโตมาอ้างอิงโดยตลอด อาทิ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา มานพ ถาวรวัฒน์สกุลในเรื่องขุนนางอยุธยา(2536) อ้างเรื่องยศขุนนางสมัยอยุธยาตอนกลาง สุเนตร ชุตินทรานนท์ในเรื่องบุเรงนองกะยอดินนรธา(2538) ก็อ้างเอกสารของปินโตซึ่งระบุตรงกับราล์ฟ ฟิตซ์ (Ralph Fitch)ว่า พระเจ้าบุเรงนองนำเอาเรื่องการขอช้างเผือกมาเป็นสาเหตุของสงครามระหว่างสยามกับพม่าใน ค.ศ.1569 เป็นต้น

งานเขียนปินโตบางส่วนมีรูปแบบเป็นจดหมายติดต่อกับบุคคล (Campos,1940,P.21) ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามความแม่นยำของเวลา (Timing) ที่ระบุในบันทึกของเขา และปินโตยังยืนยันว่าเขาได้รับจดหมายฝากฝัง (recommended letter) จากผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัว (Goa) เพื่อให้ได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระราชินีแคเธอรีนแห่งโปรตุเกส (Cogan,1653 : 317) แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการอ้างอิงพยานบุคคลของเขา

หนังสือ “ Pérégrinação ” ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสยามน้อยมาก ซึ่งอาจจะอธิบายได้ว่าตอนกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 ศูนย์กลางของโปรตุเกสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งอยู่ที่มะละกา ปินโตจึงให้ความสำคัญต่อมะละกามากกว่ากรุงศรีอยุธยา การที่ราชสำนักโปรตุเกสสนใจดินแดนทางใต้ของพม่าและชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของจีนก็น่าจะมีผลต่อโครงเรื่องของปินโตเช่นกัน การที่เขามีฐานะเป็นเพียงกลาสีเรือ นักผจญภัย แสวงโชค มิใช่บุตรขุนนางหรือนักการทูต มิใช่พ่อค้าหรือนายทหารที่ถูกส่งเข้ามาติดต่อกับสยามโดยตรง ทำให้เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือของเขาเน้นกล่าวถึงสถานที่ต่างๆตามชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกที่เขาเคยเดินทางไปถึงมากกว่า

สรุป

ผู้เขียนเห็นว่างานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรือนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ แม้เนื้อหาบางตอนจะดูตื่นเต้นเร้าใจเกินกว่าจะมีความสมจริงตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ แต่ในสภาวะที่ยุโรปเพิ่งจะพ้นจากยุคแห่งการจุดไฟเผาหญิงสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดและยังคงเคร่งต่อจริยธรรมทางศาสนา มีใครบ้างที่จะกล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าตนเองเคยรับประทานเนื้อมนุษย์เพื่อประทังชีวิตกลางทะเลหลังจากถูกโจรสลัดโจมตี ข้อถกเถียงในงานของปินโตอาจจะมีอยู่ไม่น้อย แต่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใดบ้างที่ปราศจากคำถามและความเคลือบแคลง งานของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราชก็เพราะบันทึกของเขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเขาเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโปรตุเกสระยะหนึ่งแล้ว

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯ เคยได้รับความเชื่อถือเป็นอย่างยิ่งว่ามีความแม่นยำในเรื่องศักราชและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ (นิธิ, 2525 : 65) แต่ต่อมานักประวัติศาสตร์บางท่านก็เคยตั้งข้อสงสัยต่อสถานภาพดังกล่าว (นิธิ, 2525 : 6) ซึ่งถือเป็นความไม่เที่ยงของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในทางกลับกันอาจจะมีผู้ใช้บันทึกของปินโตมาตรวจสอบความแม่นยำของเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่งอย่างจริงจังในอนาคตบ้างก็ได้


วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ตลาดน้ำอโยธยา ที่กำลังน่าสนใจในตอนนี้ค่ะ

ตลาดน้ำอโยธยา




"ตลาดน้ำอโยธยา" ตลาดน้ำโบราณที่จะพาทุกคนกลับไปสัมผัสมนต์เสน่ห์ของวิถีชีวิตแบบไทย ๆ กันค่ะ ...

ภายในตลาดน้ำนี้จะมีสินค้าหลากหลายประเภท ทั้งของฝาก ของใช้ และของกินที่น่าลิ้มลอง สินค้าส่วนใหญ่จะขายไอเดีย และมีแนวคิดที่ผสมผสานแนวคิดร่วมสมัย จะเก่าก็ไม่เชิง จะใหม่ก็ไม่ใช่ เป็นของ handmade ที่หลายๆคนอยากจับจองเป็นเจ้าของแน่ๆค่ะ เหมือนยกสวนจตุจักรมาไว้ที่นี่ก็เป็นได้









ภายในตลาดน้ำมีมุมสวยๆ สำหรับคนชอบถ่ายรุปเยอะมากค่ะ มีมุม portrait สวยๆ ให้ได้โพสท่ากับอย่างหน่ำใจเลยละ อากาศในตลาดก็ไม่ร้อนเท่าไหร่ เนื่องจากมีน้ำล้อมรอบ อากาศถ่ายเทได้สะดวกดีมากค่ะใครที่แวะไป ต้องรู้สึกอยากจะพักอยู่นาน ๆ แน่นอน












นอกจากการแสดงแบบไทยๆแล้ว ยังมีการนำช้างมาเล่นน้ำคลายร้อน เห็นป้ายบอกไว้ว่าน้ำลึก 3 เมตร ดูแล้วก็น่าจะจริง เพราะช้างลงไปทั้งตัว ยังโผล่ได้แค่หัวเลย ตอนแรกมาเล่นน้ำกัน 2-3 เชือกเล่นน้ำกันอย่างมีความสุข เห็นแล้วน่าอิดฉาจิงๆเรย><"



วิธีการเดินทางไปตลาดน้ำอโยธยาน่ะค่ะ

ข้อมูลเพื่อการเดินทางไปตลาดน้ำอโยธยาโดยรถยนต์ มาตามเส้นทางถนนสายเอเชีย เลี้ยวช้ายเข้าเมืองอุยธยาแล้วมุ่งหน้าไปตามถนนโรจนะโดยขับตรงไปถึงเจดีย์ วัดสามปลื้ม ก่อนขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นวนรอบวงเวียนเจดีย์ และเลี้ยวขวาไปทางวัดมเหยงคณ์ จะพบตลาดน้ำอโยธยา แหล่งท่องเที่แห่งใหม่ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่ลานจอดรถของตลาดน้ำอโยธยามีที่จอดรถที่สามารถจอดได้มากถึง 500 คัน
โดยรถประจำทาง รถยนต์ต่างจังหวัด (บขส.) กรุงเทพ-อยุธยา รถสองแถวในตังจังหวัด ลงที่ปากทางเข้าวัดมเหยงคณ์ แล้วมีรถสามล้อเครื่องรับจ้างบริการไปส่งถึงตลาดน้ำอโยธยา